อสังหาฯเตรียมเฮ 'ธปท.' มีข่าวดี รับพิจารณาผ่อนคลายLTVต่อ
วันที่ : 9 กุมภาพันธ์ 2569
ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า เกณฑ์ LTV ไม่ใช่มาตรการลงโทษผู้ซื้อบ้าน ไม่ได้มีเป้าหมายชะลอธุรกิจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างตลาด ให้เติบโตบนฐานที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรและการก่อหนี้เกินตัว ไม่สร้างฟองสบู่ ไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ในระบบ ทั้งนี้หากภาคอสังหาฯ ปรับตัวไปสู่การพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ตลาดจะมีเสถียรภาพมากกว่าในระยะยาว
"เกณฑ์ LTV ไม่ใช่มาตรการลงโทษผู้ซื้อบ้าน ไม่ได้มีเป้าหมายชะลอธุรกิจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างตลาด ให้เติบโตบนฐานที่ยั่งยืน" นายวิทัย รัตนากร
ข่าวดีภาคอสังหาฯ ในปี 2569 "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" กำลังพิจารณาที่จะมีการดู ขยายผ่อนคลายมาตรการ "แอลทีวี" ออกไป หลังจะสิ้นสุด มิ.ย. 69 ยอมรับตลาดอสังหาฯ มีปัญหาเชิงโครงสร้าง เติบโตการพึ่งพาเก็งกำไรและเครดิตเป็นหลัก มากกว่าความต้องการอยู่อาศัยจริง การกำหนด LTV ไม่ใช่ลงโทษผู้ซื้อบ้าน ไม่ได้มีเป้าหมายชะลอธุรกิจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างตลาด ให้เติบโตบนฐานที่ยั่งยืน ชี้สต๊อกมากในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ผู้ซื้อต่างชาติชะลอตัวลง คนรุ่นใหม่เปลี่ยนพฤติกรรม หันเช่าแทนการซื้อ ห่วงอสังหาฯ ที่ตกรุ่น ทำให้ขายยากขึ้น
อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และภาคก่อสร้างของไทย เป็นเรียลเซกเตอร์ที่มีแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นธุรกิจอื่นๆ ให้เติบโตและขยายกำลังการผลิตมากขึ้น โดยทั้งสองภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณ 5.7% ถึง 8% ของ GDP ซึ่งที่ผ่านมา ประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการควบคุมสินเชื่อภาคธุรกิจอสังหาฯ หรือ Loan to Value ( หรือ LTV อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) เพื่อควบคุมการเก็งกำไร (สกัดเรื่องเงินถอนที่สูง) และลดความเสี่ยงหนี้เสีย โดยพิจารณาจากราคาบ้านและสัญญาการกู้ (หลังที่ 1, 2 หรือ 3) เพื่อให้ผู้กู้วางเงินดาวน์ในระดับที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น โดยหลักแล้วถ้าซื้อบ้านหลังแรกต่ำกว่า 10 ล้านบาท LTV ที่ได้เต็ม 100% หรือบางธนาคารปล่อยที่ 110% เพื่อเติมเต็มในวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ แต่เมื่อเกินวงเงินดังกล่าว ผู้กู้ต้องเตรียมพร้อมในเรื่องของวงเงินสำรองตนเอง หากธนาคารพิจารณาสินเชื่อต่ำกว่าหรือไม่เต็มวงเงินที่ขอไป ทั้งบ้านหลังแรกที่เกินมูลค่า 10 ล้านบาท และบ้านหลังที่ 2 และ 3 เป็นต้น
แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน 'เก็งกำไร' ลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตลดต่ำลง มาตรการของรัฐบาลบางประเทศ เช่น จีน ที่ควบคุมการนำเงินออกนอกประเทศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจอสังหาฯ ต้องปรับตัว โฟกัสดีมานด์จริง นักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุน ประกอบกับ กระแสเรียกร้องของภาคธุรกิจอสังหาฯ และ สถานการณ์ที่เหมาะสม ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ดำเนินนโยบายผ่อนคลายมาตรการ LTV สำหรับสัญญาที่ทำระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 และสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
โดยผลดีการผ่อนคลาย LTV ที่ผ่านมา มีส่วนช่วยพยุงไม่ให้ตลาดหดตัวรุนแรง โดยเห็นได้จาก ทาง REIC ประเมินตลอดทั้งปี 2568 คาดการณ์ยอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 353,389 หน่วย เติบโต 1.6% และมูลค่าการโอนฯประมาณ 994,545 ล้านบาท เติบโต 1.4%
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) คนที่ 25 กับการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าฯธปท.มา 4 เดือน (1 ต.ค. 2568) มองว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดที่อยู่อาศัยไทย คือ การเติบโตที่เคยพึ่งพาการเก็งกำไรและเครดิตเป็นหลัก มากกว่าความต้องการอยู่อาศัยจริง
"เกณฑ์ LTV ไม่ใช่มาตรการลงโทษผู้ซื้อบ้าน ไม่ได้มีเป้าหมายชะลอธุรกิจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างตลาด ให้เติบโตบนฐานที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรและการก่อหนี้เกินตัว ไม่สร้างฟองสบู่ ไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ในระบบ ทั้งนี้หากภาคอสังหาฯ ปรับตัวไปสู่การพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ตลาดจะมีเสถียรภาพมากกว่าในระยะยาว"
ประเด็นสำคัญ คือ ธปท. จะมีการผ่อนคลายมาตรการ LTV หรือไม่ ผู้ว่าฯธปท. กล่าวว่า ธปท. เปิดรับการทบทวนนโยบาย หากข้อมูลสะท้อนว่า ความเสี่ยงในระบบลดลง แต่การตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ หากสถานการณ์เปลี่ยน ก็พร้อมปรับให้เหมาะสม โดยยึดหลัก ไม่สร้างความเสี่ยงใหม่ และไม่ซ้ำเติมปัญหาเดิม หรือปัญหาหนี้เสียในอนาคต สุดท้ายแล้ว เราย้ำ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และมีแนวโน้มที่จะสามารถ ดูแล ผ่อนคลายขยายมาตรการ LTV ต่อไปได้
แต่ทั้งหมดแล้ว การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของตลาดอสังหาฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่อนคลายมาตรการ LTV เพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยการฟื้นรายได้ของครัวเรือน ที่ปัจจุบันประสบปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนในระดับที่สูง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในภาพรวม ถ้ารายได้ไม่เติบโต ต่อให้กู้ได้ง่ายมากขึ้น คนก็ไม่กล้าซื้อบ้าน เพราะยังไม่เกิดความมั่นใจในอนาคต
มองภาพ 'อสังหาฯ' สต๊อกดีขึ้น-เทรนด์ตลาดเช่ามาแรง
สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไทย ในมุมมองของผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า กำลังเจอเรื่อง "วิกฤตเชิงโครงสร้าง" จากภาวะอุปทานส่วนเกิน (ซัพพลาย) โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท แม้สต๊อกจะปรับลดลง ก็ยังต้องติดตาม บนภาวะที่กำลังซื้อฟื้นตัวช้า ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คือ คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เลือกการเช่าที่อยู่อาศัยแทนซื้อ แม้ภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนจะใกล้เคียงกับการผ่อน เนื่องจากคนรุ่นใหม่มองเห็นความคุ้มค่าและโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยได้มากกว่า (ได้ประสบการณ์เรื่องการอยู่อาศัยในแต่ละทำเล) ต่างจากคนรุ่นที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับการมีบ้านเป็นของตนเอง (อยู่ในโลเกชันเดิมๆ เกือบทั้งชีวิต) ส่งผลให้ดีมานด์ซื้อที่อยู่อาศัยหายไปจำนวนมาก
ในกลุ่มของผู้ซื้อต่างชาติ เป็นตลาดกำลังซื้อที่หายไปเช่นกัน ที่ผ่านมาลูกค้าชาวจีนที่เป็นตลาดหลักในกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม ก็ชะลอตัวลงเช่นกัน ขณะเดียวกันปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ล่าสมัย (Property Obsolescence) กลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ โดยที่อยู่อาศัยจำนวนมาก หากมีอายุมากกว่า 5-7 ปี จะเริ่มถูกมองว่าเสื่อมค่าเนื่องจากความล้าสมัย ทั้งด้านการออกแบบ ฟังก์ชัน และสภาพอาคาร ทำให้การซื้อขายต่อในตลาดมือสองทำได้ยากขึ้น ผู้บริโภคมองและตัดสินใจเลือกโครงการใหม่ดีกว่า ส่งผลให้สต็อกเดิมระบายออกได้ช้า
"ตลาดที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา ที่เป็นฐานใหญ่ของตลาด กลับกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด จากภาวะสินค้าล้นตลาดระดับหลักแสนยูนิต แม้จะเริ่มลดลงบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอจะสร้างสมดุลใหม่ได้ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ทำให้ความต้องการซื้อหดตัวต่อเนื่อง ดังนั้น การจะมาบอกว่า ธปท. ออกมาตรการออกมาแล้ว จะสามารถแก้ไขได้นั้น ตรงนี้อยากให้มองว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยต้องยอมรับความจริงของตลาดที่เปลี่ยนไป และปรับนโยบายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนั้นที่สรุปให้เห็นปัญหาดังกล่าว สุดท้ายต้องไปแก้ไขที่โครงสร้างมากกว่าใช้พลังไปกับความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้การประคอง ภาคอสังหาฯ ให้ปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่ระบบการเงินโดยรวม"
ข่าวดีภาคอสังหาฯ ในปี 2569 "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" กำลังพิจารณาที่จะมีการดู ขยายผ่อนคลายมาตรการ "แอลทีวี" ออกไป หลังจะสิ้นสุด มิ.ย. 69 ยอมรับตลาดอสังหาฯ มีปัญหาเชิงโครงสร้าง เติบโตการพึ่งพาเก็งกำไรและเครดิตเป็นหลัก มากกว่าความต้องการอยู่อาศัยจริง การกำหนด LTV ไม่ใช่ลงโทษผู้ซื้อบ้าน ไม่ได้มีเป้าหมายชะลอธุรกิจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างตลาด ให้เติบโตบนฐานที่ยั่งยืน ชี้สต๊อกมากในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ผู้ซื้อต่างชาติชะลอตัวลง คนรุ่นใหม่เปลี่ยนพฤติกรรม หันเช่าแทนการซื้อ ห่วงอสังหาฯ ที่ตกรุ่น ทำให้ขายยากขึ้น
อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และภาคก่อสร้างของไทย เป็นเรียลเซกเตอร์ที่มีแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นธุรกิจอื่นๆ ให้เติบโตและขยายกำลังการผลิตมากขึ้น โดยทั้งสองภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณ 5.7% ถึง 8% ของ GDP ซึ่งที่ผ่านมา ประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการควบคุมสินเชื่อภาคธุรกิจอสังหาฯ หรือ Loan to Value ( หรือ LTV อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) เพื่อควบคุมการเก็งกำไร (สกัดเรื่องเงินถอนที่สูง) และลดความเสี่ยงหนี้เสีย โดยพิจารณาจากราคาบ้านและสัญญาการกู้ (หลังที่ 1, 2 หรือ 3) เพื่อให้ผู้กู้วางเงินดาวน์ในระดับที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น โดยหลักแล้วถ้าซื้อบ้านหลังแรกต่ำกว่า 10 ล้านบาท LTV ที่ได้เต็ม 100% หรือบางธนาคารปล่อยที่ 110% เพื่อเติมเต็มในวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ แต่เมื่อเกินวงเงินดังกล่าว ผู้กู้ต้องเตรียมพร้อมในเรื่องของวงเงินสำรองตนเอง หากธนาคารพิจารณาสินเชื่อต่ำกว่าหรือไม่เต็มวงเงินที่ขอไป ทั้งบ้านหลังแรกที่เกินมูลค่า 10 ล้านบาท และบ้านหลังที่ 2 และ 3 เป็นต้น
แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน 'เก็งกำไร' ลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตลดต่ำลง มาตรการของรัฐบาลบางประเทศ เช่น จีน ที่ควบคุมการนำเงินออกนอกประเทศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจอสังหาฯ ต้องปรับตัว โฟกัสดีมานด์จริง นักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุน ประกอบกับ กระแสเรียกร้องของภาคธุรกิจอสังหาฯ และ สถานการณ์ที่เหมาะสม ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ดำเนินนโยบายผ่อนคลายมาตรการ LTV สำหรับสัญญาที่ทำระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 และสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
โดยผลดีการผ่อนคลาย LTV ที่ผ่านมา มีส่วนช่วยพยุงไม่ให้ตลาดหดตัวรุนแรง โดยเห็นได้จาก ทาง REIC ประเมินตลอดทั้งปี 2568 คาดการณ์ยอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 353,389 หน่วย เติบโต 1.6% และมูลค่าการโอนฯประมาณ 994,545 ล้านบาท เติบโต 1.4%
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) คนที่ 25 กับการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าฯธปท.มา 4 เดือน (1 ต.ค. 2568) มองว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดที่อยู่อาศัยไทย คือ การเติบโตที่เคยพึ่งพาการเก็งกำไรและเครดิตเป็นหลัก มากกว่าความต้องการอยู่อาศัยจริง
"เกณฑ์ LTV ไม่ใช่มาตรการลงโทษผู้ซื้อบ้าน ไม่ได้มีเป้าหมายชะลอธุรกิจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างตลาด ให้เติบโตบนฐานที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรและการก่อหนี้เกินตัว ไม่สร้างฟองสบู่ ไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ในระบบ ทั้งนี้หากภาคอสังหาฯ ปรับตัวไปสู่การพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ตลาดจะมีเสถียรภาพมากกว่าในระยะยาว"
ประเด็นสำคัญ คือ ธปท. จะมีการผ่อนคลายมาตรการ LTV หรือไม่ ผู้ว่าฯธปท. กล่าวว่า ธปท. เปิดรับการทบทวนนโยบาย หากข้อมูลสะท้อนว่า ความเสี่ยงในระบบลดลง แต่การตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ หากสถานการณ์เปลี่ยน ก็พร้อมปรับให้เหมาะสม โดยยึดหลัก ไม่สร้างความเสี่ยงใหม่ และไม่ซ้ำเติมปัญหาเดิม หรือปัญหาหนี้เสียในอนาคต สุดท้ายแล้ว เราย้ำ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และมีแนวโน้มที่จะสามารถ ดูแล ผ่อนคลายขยายมาตรการ LTV ต่อไปได้
แต่ทั้งหมดแล้ว การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของตลาดอสังหาฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่อนคลายมาตรการ LTV เพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยการฟื้นรายได้ของครัวเรือน ที่ปัจจุบันประสบปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนในระดับที่สูง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในภาพรวม ถ้ารายได้ไม่เติบโต ต่อให้กู้ได้ง่ายมากขึ้น คนก็ไม่กล้าซื้อบ้าน เพราะยังไม่เกิดความมั่นใจในอนาคต
มองภาพ 'อสังหาฯ' สต๊อกดีขึ้น-เทรนด์ตลาดเช่ามาแรง
สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไทย ในมุมมองของผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า กำลังเจอเรื่อง "วิกฤตเชิงโครงสร้าง" จากภาวะอุปทานส่วนเกิน (ซัพพลาย) โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท แม้สต๊อกจะปรับลดลง ก็ยังต้องติดตาม บนภาวะที่กำลังซื้อฟื้นตัวช้า ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คือ คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เลือกการเช่าที่อยู่อาศัยแทนซื้อ แม้ภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนจะใกล้เคียงกับการผ่อน เนื่องจากคนรุ่นใหม่มองเห็นความคุ้มค่าและโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยได้มากกว่า (ได้ประสบการณ์เรื่องการอยู่อาศัยในแต่ละทำเล) ต่างจากคนรุ่นที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับการมีบ้านเป็นของตนเอง (อยู่ในโลเกชันเดิมๆ เกือบทั้งชีวิต) ส่งผลให้ดีมานด์ซื้อที่อยู่อาศัยหายไปจำนวนมาก
ในกลุ่มของผู้ซื้อต่างชาติ เป็นตลาดกำลังซื้อที่หายไปเช่นกัน ที่ผ่านมาลูกค้าชาวจีนที่เป็นตลาดหลักในกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม ก็ชะลอตัวลงเช่นกัน ขณะเดียวกันปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ล่าสมัย (Property Obsolescence) กลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ โดยที่อยู่อาศัยจำนวนมาก หากมีอายุมากกว่า 5-7 ปี จะเริ่มถูกมองว่าเสื่อมค่าเนื่องจากความล้าสมัย ทั้งด้านการออกแบบ ฟังก์ชัน และสภาพอาคาร ทำให้การซื้อขายต่อในตลาดมือสองทำได้ยากขึ้น ผู้บริโภคมองและตัดสินใจเลือกโครงการใหม่ดีกว่า ส่งผลให้สต็อกเดิมระบายออกได้ช้า
"ตลาดที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา ที่เป็นฐานใหญ่ของตลาด กลับกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด จากภาวะสินค้าล้นตลาดระดับหลักแสนยูนิต แม้จะเริ่มลดลงบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอจะสร้างสมดุลใหม่ได้ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ทำให้ความต้องการซื้อหดตัวต่อเนื่อง ดังนั้น การจะมาบอกว่า ธปท. ออกมาตรการออกมาแล้ว จะสามารถแก้ไขได้นั้น ตรงนี้อยากให้มองว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยต้องยอมรับความจริงของตลาดที่เปลี่ยนไป และปรับนโยบายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนั้นที่สรุปให้เห็นปัญหาดังกล่าว สุดท้ายต้องไปแก้ไขที่โครงสร้างมากกว่าใช้พลังไปกับความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้การประคอง ภาคอสังหาฯ ให้ปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่ระบบการเงินโดยรวม"
ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ