สแกนตลาดอสังหาฯ EEC พบสัญญาณฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
Loading

สแกนตลาดอสังหาฯ EEC พบสัญญาณฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

วันที่ : 9 กุมภาพันธ์ 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) รายงานดัชนีราคาบ้านจัดสรรในพื้นที่ EEC อยู่ที่ 126.5 จุด แม้การปรับเพิ่มชะลอลงเมื่อเทียบไตรมาสก่อน แต่กลุ่มบ้านเดี่ยวยังคงเติบโตโดดเด่น ดัชนีขยับขึ้นสู่ระดับ 150.0 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนอุปสงค์ที่ยังแข็งแกร่งในเซกเมนต์ดังกล่าว
   เชื่ออานิสงส์BOIหนุนลงทุน-ดีมานด์บ้าน

   อสังหาริมทรัพย์

   สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในช่วงรอยต่อระหว่างปลายปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 กำลังเผชิญกับสภาวะที่เรียกได้ว่าเป็น 'จุดเปลี่ยนแห่งการปรับสมดุล' ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สวนทางกับทิศทางการขยายตัวด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุน อย่าง ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่ยังคงได้รับอานิสงส์อย่างมหาศาลจากนโยบายเชิงรุกของภาครัฐในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI

   โดยเฉพาะการยกระดับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ครบวงจร, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งนโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการดึงดูดโรงงานมาตั้งถิ่นฐาน แต่เป็น "สารเร่ง" สำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างประชากรในพื้นที่ จากแรงงานระดับปฏิบัติการไปสู่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรต่างชาติ (Expats) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในระดับพรีเมียม

   หากเจาะลึกลงไปในนโยบาย BOI ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ "สิทธิประโยชน์ด้านถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน" และ "การอำนวยความสะดวกด้านที่พักอาศัย" สำหรับกลุ่มบุคลากรทักษะสูง โดยเฉพาะการอนุญาตให้นิติบุคคลต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสามารถถือครองที่ดินเพื่อเป็นสถานประกอบการและที่พักอาศัยของบุคลากรได้ตามสัดส่วนที่กำหนด ผนวกกับการนำเสนอวีซ่าประเภทพิเศษอย่าง Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ที่มุ่งเป้ากลุ่มประชากรโลกที่มีศักยภาพสูง (High-Potential Global Citizens) ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย

   นโยบายนี้เป็นเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่ให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองหาการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ EEC ไม่ใช่ในฐานะเพียงที่พักชั่วคราว แต่เป็นการสร้าง "ฐานที่มั่น" ระยะยาวที่ใกล้กับแหล่งงานและนิคมอุตสาหกรรม โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านตัวเลขดัชนีราคาที่อยู่อาศัยไตรมาส 4 ปี 2568 จากรายงานของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ที่ระบุว่าดัชนีราคาบ้านจัดสรรในพื้นที่ EEC ขยับมาอยู่ที่ระดับ 126.5 จุด แม้จะดูเหมือนเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 แต่ในเซกเมนต์ "บ้านเดี่ยว" กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยดัชนีที่พุ่งสูงถึง 150.0 จุด หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 7.3  เมื่อเทียบกับปีก่อน

   ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องโดยตรงกับแผนการขยายฐานการผลิตของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนและยุโรปในจังหวัดระยองและชลบุรี ที่นำมาซึ่งการย้ายถิ่นฐานของผู้บริหารระดับสูงที่มองหาบ้านเดี่ยวพื้นที่กว้างขวางและมีความเป็นส่วนตัว ส่งผลให้ราคาที่ดินบริเวณรัศมีใกล้นิคมอุตสาหกรรมหลัก อาทิ นิคมฯ อมตะซิตี้ หรือ นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภาวะต้นทุนผลักดัน (Cost-push) ที่บีบให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องขยับราคาขายตามความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มทุนเหล่านี้

   ในขณะที่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมกำลังรุกคืบ ตลาดในภาพรวมกลับต้องเผชิญกับกำแพงสูงจากภาวะเศรษฐกิจมหภาค ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงมาตลอดปี และความเข้มงวดของสถาบันการเงินที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของกลุ่มที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหลักของแรงงานระดับปฏิบัติการท้องถิ่นซึ่งสะท้อนผ่านดัชนีราคาทาวน์เฮาส์ในไตรมาส 4/2568 ดที่ปรับลดลงร้อยละ 0.3 สะท้อนถึง "ความเปราะบาง" ของกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สวนทางกับกำลังซื้อต่างชาติและกลุ่ม Expats ที่ได้รับการพยุงด้วยรายได้สูง และสิทธิประโยชน์จากการลงทุน

   ปัจจัยดังกล่าวทำให้ภาพรวมของ EEC ในปี 2569 จะเข้าสู่สภาวะ "K-Shaped" มากขึ้น คือการเติบโตจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ตั้งอยู่ และเป็นโครงการระดับกลาง-บนที่ตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรทักษะสูงเท่านั้น เพราะจังหวัดชลบุรียังคงรักษาตำแหน่งศูนย์กลางของภูมิภาคได้อย่างเหนียวแน่นด้วยค่าดัชนีสูงสุดที่ 130.3 จุด ซึ่งความแข็งแกร่งนี้ไม่ได้มาจากภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทิศทางการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

   นอกจากนี้นโยบายการพัฒนา EEC ได้วางบทบาทให้ชลบุรีเป็น "เมืองอัจฉริยะ" และศูนย์กลางด้านการแพทย์และบริการ (Medical & Wellness Hub) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย BOI ที่ให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการกลุ่มบริการระดับสูงทำให้นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มวัยเกษียณที่มีกำลังซื้อสูงจากยุโรปและเอเชียตะวันออก เริ่มขยับขยายการลงทุนจากการเช่าคอนโดมิเนียมริมทะเล มาเป็นการมองหาบ้านแฝดหรือที่พักอาศัยในรูปแบบ Wellness Residency มากขึ้นส่งผลให้ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในชลบุรีเติบโตร้อยละ 6.6 ทิ้งห่างจังหวัดข้างเคียงอย่างระยองและฉะเชิงเทรา

   ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา แม้ฐานราคาจะยังต่ำกว่าชลบุรี แต่ดัชนีราคาบ้านแฝดที่พุ่งขึ้นถึงร้อยละ 8.9 คือสัญญาณที่มองข้ามไม่ได้ ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลนี้เกิดจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชื่อม 3 สนามบิน และการประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมที่เน้นด้านการวิจัยและนวัตกรรม ทำให้นักลงทุนมองว่าฉะเชิงเทราคือ "ส่วนขยายของกรุงเทพฯ" (Extended Bangkok) ที่มีสิทธิประโยชน์ BOI เข้ามาเสริมความคุ้มค่า นโยบายภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นสูงสุดถึง 13 ปีในบางอุตสาหกรรม ผนวกกับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเหลือเพียงร้อยละ 17 คือแรงจูงใจที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจควักเงินก้อนใหญ่ซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่นี้แทนการเช่า เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของการเพิ่มขึ้นของราคา (Capital Gain) ในอนาคตเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ

   เมื่อนำสถานการณ์ที่เกิดในตลาดอสังหาฯในช่วงปลายปี2568 มาเมื่อพิจารณาถึงทิศทางตลาดอสังหาฯปี 2569 พบว่าแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ EEC กำลังก้าวข้ามยุคของการเก็งกำไรไปสู่ยุคของ "Industrial-led Residential Development" หรืออสังหาฯ ที่เติบโตตามการนำของอุตสาหกรรม การฟื้นตัวในปีหน้าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใต้เงื่อนไขของการบริหารความเสี่ยง ผู้ประกอบการต้องปรับจูนกลยุทธ์จากการเน้นปริมาณ มาเป็นการสร้างบ้านที่ "ถูกที่ ถูกกลุ่ม" โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับ Supply Chain ของอุตสาหกรรม EV และดิจิทัลแม้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 เราจะเห็นโปรโมชั่นการฟรีค่าธรรมเนียมโอนและการอัดส่วนลดเงินสดถึงร้อยละ 12.2 เพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อชาวไทย แต่สำหรับตลาดต่างชาตินั้น "สิทธิประโยชน์ของ BOI" และ "ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน" ต่างหากที่เป็นแม่เหล็กตัวจริง

   "ท้ายที่สุด ความเป็นไปของตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ 3 จังหวัด EEC ในปี 2569 จะไม่ใช่เพียงเรื่องของอิฐหินปูนทราย แต่คือเรื่องของการผสานนโยบายรัฐเข้ากับความต้องการของกลุ่มทุนระดับโลก หากรัฐยังคงรักษาเสถียรภาพของสิทธิประโยชน์และเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามกำหนด EEC จะยังคงเป็น"พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับการลงทุนในสายตาชาวต่างชาติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงภาพรวมอสังหาฯของประเทศไทยให้ข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการปรับฐานนี้ไปได้อย่างมั่นคง โดยมีเสถียรภาพและความยั่งยืนได้ไม่ยาก"
ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ