'บิ๊กอสังหา' กระจายความเสี่ยง รุกต่างจังหวัด-ลงทุนธุรกิจใหม่
Loading

'บิ๊กอสังหา' กระจายความเสี่ยง รุกต่างจังหวัด-ลงทุนธุรกิจใหม่

วันที่ : 1 มีนาคม 2569
REIC ชี้ตลาดที่อยู่อาศัยปี'69 ผ่านจุดต่ำสุด เข้าสู่โหมดปรับสมดุลเชิงโครงสร้าง ลุ้นรัฐบาลใหม่ต่อค่าโอนจำนอง 0.01% ผ่อน LTV พยุงกำลังซื้อ บิ๊กอสังหาฯกระจายความเสี่ยง "เอพี" บุกภูธร ซุ่มศึกษาธุรกิจใหม่ "แสนสิริ"ตั้ง Growth Incubator "เฟรเซอร์ส" ผุดนิคมใหม่ชลบุรี "ชีวาทัย"เร่งระบายสต๊อก ลุยบ้านมือสอง
   นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 ปรับตัวลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า แม้ไตรมาสสุดท้ายจะเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการควิกบิ๊กวิน มาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง 0.01% และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV แต่การฟื้นตัวยังจำกัด โดยมีการโอนทั่วประเทศ 316,214 หน่วย ลดลง 9.1% มูลค่า 864,913 ล้านบาท ลดลง 11.8%

   บ้านมือสองโอนกระฉูด

   แบ่งเป็นบ้านใหม่ 112,565 หน่วย ลดลง 13.9% มูลค่า 452,565 ล้านบาท ลดลง 14.7% และบ้านมือสอง 203,649 หน่วย ลดลง 6.2% มูลค่า 412,348 ล้านบาท ลดลง 8.4% ส่งผลให้สัดส่วนตลาดบ้านมือสองเพิ่มขึ้นเป็น 64% ของจำนวนโอนทั้งหมด สะท้อนตลาดบ้านมือสองมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเชิงโครงสร้างภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

   โดย 10 จังหวัดมีมูลค่าโอนสูงสุดในปี 2568 ได้แก่ กรุงเทพฯ 75,852 หน่วย มูลค่า 308,975 ล้านบาท, ชลบุรี 30,308 หน่วย มูลค่า 76,945 ล้านบาท, สมุทรปราการ 21,188 หน่วย มูลค่า 62,891 ล้านบาท, นนทบุรี 17,523 หน่วย มูลค่า 53,940 ล้านบาท, ปทุมธานี 21,874 หน่วย มูลค่า 48,655 ล้านบาท, ภูเก็ต 10,435 หน่วย มูลค่า 38,144 ล้านบาท

   เชียงใหม่ 12,697 หน่วย มูลค่า 33,046 ล้านบาท, ระยอง 11,830 หน่วย มูลค่า 25,549 ล้านบาท, นครราชสีมา 7,366 หน่วย มูลค่า 16,188 ล้านบาท และขอนแก่น 7,021 หน่วย มูลค่า 14,109 ล้านบาท ยังพบว่าภูเก็ต ระยอง นครราชสีมา มีการโอนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนทั้งหน่วยและมูลค่า ส่วนขอนแก่นมีหน่วยโอนเพิ่ม แต่มูลค่าลดลง

   นายณรงค์พลกล่าวว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศไตรมาส 4/2568 มีมูลค่า 148,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% เป็นผลบวกต่อเนื่องจาก 2 มาตรการอสังหาฯ รวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 539,065 ล้านบาท ลดลง 7.8% สะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินและข้อจำกัดภาระหนี้ครัวเรือน

   ตลาดปรับสมดุลเชิงโครงสร้าง

   "ปี 2568 อสังหาฯผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและปีนี้ตลาดจะทรงตัว ปรับสมดุลเชิงโครงสร้าง อุปสงค์ อุปทาน สินเชื่อ เพราะอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง ผู้ประกอบการเร่งระบายสต๊อก ทำให้หน่วยคงเหลือสะสมในตลาดลดลง จากปัจจุบันพบว่าต้องใช้เวลาดูดซับของคอนโดฯ 48 เดือน และแนวราบ 54 เดือน"

   นายณรงค์พลกล่าวว่า แนวโน้มตลาดในปี 2569 ในภาวะเศรษฐกิจไทยเปราะบาง ยังมีโอกาสในวิกฤต แม้หนี้ครัวเรือนยังกดดันกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจควิกบิ๊กวิน ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ หรือคุณสู้เราช่วย ทำให้หนี้ประชาชนผ่อนคลายลง อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาลง ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยจาก 1.25% เหลือ 1% ต่อปี

   "คาดหวังหลังจัดตั้งรัฐบาลจะมีออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องและต่อขยายมาตรการอสังหาฯซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จึงประเมินปีนี้ในกรณีฐานจะมีการโอน 314,593 หน่วย ลดลง 0.5% มูลค่า 858,453 ล้านบาท ลดลง 0.7% สินเชื่อปล่อยใหม่ มูลค่า 539,062 ล้านบาท แต่ถ้ากรณีดีที่สุดมีการโอน 346,052 หน่วย เติบโต 9.4% และมูลค่า 944,298 ล้านบาท เติบโต 9.2%"

   เอพีบุกภูธร-ศึกษาธุรกิจใหม่

   นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP กล่าวว่า ปี 2569 เอพีจะเปิด 42 โครงการ มูลค่า 55,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย เป็นบ้านเดี่ยว 11 โครงการ มูลค่า 14,400 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 16 โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท คอนโดฯ 7 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 49,000 ล้านบาท รายได้รวม 49,000 ล้านบาท และตั้งงบฯซื้อที่ดิน 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%

   "ตลาดอสังหาฯ 2-3 ปีนี้ยังเผชิญความกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ กำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน แบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ถ้ามองมุมผู้เล่นในตลาดเหลือแต่รายใหญ่ ๆ ที่พร้อมด้านการเงิน และเอพีเป็น 1 ในผู้เล่น ปีนี้เราเน้นสร้างความแข็งแกร่งทั้งระบบ ควบคู่การรักษาวินัยการเงิน และมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ 2-120 ล้านบาท"

   นายรัชต์ชยุตม์กล่าวว่า ปี 2569-2570 จะขยายการลงทุนในต่างจังหวัดเพิ่ม 8 จังหวัด จากปัจจุบันมี 14-15 จังหวัด อาทิ หัวหิน สระบุรี หาดใหญ่ กระบี่ ตรัง เป็นแนวราบแบรนด์อภิทาวน์ เนื่องจากยังมีปัญหากู้ไม่ผ่านต่ำกว่ากรุงเทพฯ และลูกค้ามีฐานการเงินแข็งแรงและเป็นเรียลดีมานด์ จึงเห็นโอกาสทำตลาด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ โดยปี 2568 มีรายได้ตลาดต่างจังหวัด 2,400 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 3,000 ล้านบาท และ 5,000 ล้านบาทในปี 2570

   "เรายังศึกษาโอกาสขยายสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งสินค้า บริการ ที่ใช้จุดแข็ง ความเชี่ยวชาญของเอพีเข้าไปต่อยอดได้ เพื่อสร้างการเติบโตนอกจากที่อยู่อาศัย"

   แสนสิริผุดหน่วยธุรกิจใหม่

   นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริทำธุรกิจอสังหาฯมา 42 ปี มีพอร์ตโฟลิโอ 500 โครงการ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ และ 4 โครงการต่างประเทศ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 150,000 ล้านบาท แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง จีดีพีโต 2% ก้าวต่อไปของแสนสิริจะไม่ได้สร้างแค่ที่อยู่อาศัย ทำให้บริษัทจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ Sansiri Growth Incubator ลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อเสาะหา New S-Curve ที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิดคอมมิวนิตี้ในโครงการของแสนสิริ

   นายณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ International Operations บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า Sansiri Growth Incubator ตั้งเป้า 3 ปี (2569-2571) จะลงทุน 1,000 ล้านบาท เน้นธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นเรียลเซ็กเตอร์ ประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, ไลฟ์สไตล์, สินค้าอุปโภคบริโภคและการศึกษา ตั้งเป้ามีรายได้ 25% ในปี 2573

   FPT ขยายพอร์ตนิคมอุตฯ

   นายฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT กล่าวว่า หลังประเมินตลาดอสังหาฯไทยชะลอ ธนาคารยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อและอีก 2-3 ปีกว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัว ทำให้ปี 2569 บริษัทลงทุนธุรกิจที่อยู่อาศัยอย่างระมัดระวัง ไม่เน้นปริมาณ เปิด 4 โครงการ มูลค่า 7,300 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่เปิด 7 โครงการ

   และขยายพอร์ตในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มจากปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ เนื้อที่ 4,600 ไร่ จะลงทุน 6,000 ล้านบาท พัฒนานิคมแห่งใหม่ที่ชลบุรี เนื้อที่ 2,200 ไร่ ใช้เวลาพัฒนา 5 ปีจากนี้ รองรับการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศจีนและธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

   ชีวาทัยเร่งระบายสต๊อก

   นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯปี 2569 ยังท้าทายอย่างมากจากปริมาณการซื้อขายลดลง กำลังซื้อหดตัว คนเข้าถึงสินเชื่อยาก และยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง 40-70% ในบางเซ็กเมนต์ ทำให้ปีนี้บริษัทไม่เปิดตัวโครงการใหม่ เน้นบริหารสินค้าคงค้าง เพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดที่แข็งแรง กลยุทธ์เน้นระบายสต๊อกเดิมและจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายเพื่อดึงกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัท นอกจากนี้ยังขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจบ้านมือสอง ภายใต้แบรนด์รีนิวและธุรกิจนิติบุคคล พร้อมศึกษาธุรกิจอื่น ๆ เพิ่ม
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ