ธปท.คุมเข้ม 'ฝาก-ถอน' 5ล้าน จับตาใช้ 'เงินสด' ซื้ออสังหาฯ
วันที่ : 11 สิงหาคม 2569
ธปท. เปิดเฮียริ่ง "ธุรกรรมเงินสด" ปิดความเสี่ยงการใช้เงินสดเป็นช่องทางเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน หรือแปรสภาพเงิน และทรัพย์สินที่มาจากกระทำความผิด จ่อบังคับยืนยันตัวตนทุกครั้ง สั่งสแกนเข้มฝากถอนแลกเงิน 5 ล้านขึ้นไป
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เกี่ยวกับ "ธุรกรรมเงินสด" เพื่อปิดความเสี่ยงจากการใช้เงินสดเป็นช่องทางเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน หรือแปรสภาพเงินและทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด เนื่องจากเงินสดมีข้อจำกัดในการติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงิน
หลักเกณฑ์ใหม่ขยายจากเดิมที่เน้น "การถอนเงินสด" ไปสู่การกำกับวงจรเงินสด ครอบคลุมการรับฝากเงินสด การรับแลกธนบัตรเงินบาท การรับเงินสดเพื่อออกเช็คและดราฟต์ รวมถึงการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนธนบัตรต่างประเทศ
หัวใจสำคัญคือ ธุรกรรมเงินสดทุกครั้งต้องแสดงตัวตน หรือยืนยันตัวตน ขณะที่ธุรกรรมที่มีความผิดปกติ หรือมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปภายใน 1 วัน จะต้องตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ทั้ง "แหล่งที่มาของเงิน" และ "วัตถุประสงค์" และความสอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า
กรณีถอนเงินสด หรือถอนเงินเป็นเช็คไม่ขีดคร่อม ธนาคารต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับ วัตถุประสงค์ ของธุรกรรม ส่วนการฝากเงินสด การฝากเงินด้วยเช็ค หรือการรับเงินจากประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบบัญชีเงินฝาก ต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน และหากเป็นผู้รับมอบอำนาจ ต้องขอข้อมูลวัตถุประสงค์เพิ่มเติม เช่นเดียวกับการแลกเงิน ต้องขอทั้งแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์
โดยธนาคารต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบกับข้อมูลและพฤติกรรมปกติของลูกค้า หากพบว่าไม่สอดคล้อง ไม่มีเหตุผล หรือมีข้อสงสัย ธุรกรรมจะถูกจัดเป็นความเสี่ยงสูง และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบลูกค้าในระดับเข้มข้น (EDD) ซึ่งสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องให้ลูกค้า หรือผู้ได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจ แสดงตัวตน หรือยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมเงินสดทุกครั้ง
อีกทั้ง ธนาคารต้องติดตามพฤติกรรมของลูกค้าและผู้รับมอบอำนาจ หากพบพฤติกรรมผิดปกติ ต้องประเมินและบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้ลูกค้าเปลี่ยนจากการใช้เงินสดจำนวนมากไปสู่ช่องทางที่สามารถตรวจสอบเส้นทางเงินได้
กรณีนิติบุคคลที่เข้าข่าย หากมีการฝากเงินสดหรือแลกเงิน ธนาคารต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน ทรัพย์สิน รายได้ หรือฐานะความมั่งคั่งของบุคคล ที่น่าเงินสดมาทำธุรกรรม
ดังนั้น ธนาคารต้องพิจารณาไม่เพียงว่า "บริษัทมีเงินสดเท่าไร" แต่ต้องดูด้วยว่าเงินมาจากใครและมีที่มาสมเหตุสมผลหรือไม่ หากข้อมูลไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมหรือระดับความเสี่ยง ธนาคารต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงตามความเหมาะสม หรือกรณีลูกค้าถอนเงินสดมูลค่าสูง เพื่อนำไปซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ธนาคารสามารถขอให้เปลี่ยนไปใช้ช่องทางที่ปลอดภัยและตรวจสอบเส้นทางเงินได้ เช่น เช็คขีดคร่อมหรือการโอนเงิน หรืออาจจำกัดจำนวนเงินสดที่ทำธุรกรรม
หากยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงกว่าผู้จัดการสาขา และติดตามธุรกรรมอย่างใกล้ชิด แต่หากลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลหรือความจำเป็นที่เหมาะสมได้ ธนาคารต้องไม่ทำธุรกรรมเงินสดในครั้งนั้น
ซึ่งหากธนาคารไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นได้ จะไม่สามารถดำเนินธุรกรรมเงินสดตามปกติ หากมีเหตุผลเหมาะสม ธนาคารอาจให้เปลี่ยนช่องทางจำกัดวงเงิน หรือให้ผู้บริหารระดับสูงอนุมัติ แต่หากไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ ต้องไม่ทำธุรกรรมดังกล่าว
โดยธนาคารยังต้องติดตาม เฝ้าระวังและตรวจสอบพฤติกรรมธุรกรรมเงินสดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดเก็บข้อมูลการแสดงตัวตน แหล่งที่มาของเงิน วัตถุประสงค์และรายละเอียดธุรกรรมตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
เหล่านี้คือภาพรวมที่ถือเป็นการขยับของธปท.ในการเข้ามากำกับ "วงจรเงินสด" ตั้งแต่เงินเข้าสู่ธนาคาร การแลกเงิน การนำเงินสดไปออกเช็คหรือดราฟต์ จนถึงการถอนออกไปใช้
เป้าหมายคือป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายแปรสภาพ ปกปิด หรือซุกซ่อนเงินและทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด
โดยร่างหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็น 5 ส.ค.-3 ก.ย. 2569 และกำหนดให้มีผลตั้งแต่ 15 ต.ค. 2569 ขณะที่หลักเกณฑ์บางส่วนจะเริ่มมีผล 15 เม.ย. 2570
หลักเกณฑ์ใหม่ขยายจากเดิมที่เน้น "การถอนเงินสด" ไปสู่การกำกับวงจรเงินสด ครอบคลุมการรับฝากเงินสด การรับแลกธนบัตรเงินบาท การรับเงินสดเพื่อออกเช็คและดราฟต์ รวมถึงการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนธนบัตรต่างประเทศ
หัวใจสำคัญคือ ธุรกรรมเงินสดทุกครั้งต้องแสดงตัวตน หรือยืนยันตัวตน ขณะที่ธุรกรรมที่มีความผิดปกติ หรือมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปภายใน 1 วัน จะต้องตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ทั้ง "แหล่งที่มาของเงิน" และ "วัตถุประสงค์" และความสอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า
กรณีถอนเงินสด หรือถอนเงินเป็นเช็คไม่ขีดคร่อม ธนาคารต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับ วัตถุประสงค์ ของธุรกรรม ส่วนการฝากเงินสด การฝากเงินด้วยเช็ค หรือการรับเงินจากประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบบัญชีเงินฝาก ต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน และหากเป็นผู้รับมอบอำนาจ ต้องขอข้อมูลวัตถุประสงค์เพิ่มเติม เช่นเดียวกับการแลกเงิน ต้องขอทั้งแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์
โดยธนาคารต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบกับข้อมูลและพฤติกรรมปกติของลูกค้า หากพบว่าไม่สอดคล้อง ไม่มีเหตุผล หรือมีข้อสงสัย ธุรกรรมจะถูกจัดเป็นความเสี่ยงสูง และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบลูกค้าในระดับเข้มข้น (EDD) ซึ่งสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องให้ลูกค้า หรือผู้ได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจ แสดงตัวตน หรือยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมเงินสดทุกครั้ง
อีกทั้ง ธนาคารต้องติดตามพฤติกรรมของลูกค้าและผู้รับมอบอำนาจ หากพบพฤติกรรมผิดปกติ ต้องประเมินและบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้ลูกค้าเปลี่ยนจากการใช้เงินสดจำนวนมากไปสู่ช่องทางที่สามารถตรวจสอบเส้นทางเงินได้
กรณีนิติบุคคลที่เข้าข่าย หากมีการฝากเงินสดหรือแลกเงิน ธนาคารต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน ทรัพย์สิน รายได้ หรือฐานะความมั่งคั่งของบุคคล ที่น่าเงินสดมาทำธุรกรรม
ดังนั้น ธนาคารต้องพิจารณาไม่เพียงว่า "บริษัทมีเงินสดเท่าไร" แต่ต้องดูด้วยว่าเงินมาจากใครและมีที่มาสมเหตุสมผลหรือไม่ หากข้อมูลไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมหรือระดับความเสี่ยง ธนาคารต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงตามความเหมาะสม หรือกรณีลูกค้าถอนเงินสดมูลค่าสูง เพื่อนำไปซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ธนาคารสามารถขอให้เปลี่ยนไปใช้ช่องทางที่ปลอดภัยและตรวจสอบเส้นทางเงินได้ เช่น เช็คขีดคร่อมหรือการโอนเงิน หรืออาจจำกัดจำนวนเงินสดที่ทำธุรกรรม
หากยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงกว่าผู้จัดการสาขา และติดตามธุรกรรมอย่างใกล้ชิด แต่หากลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลหรือความจำเป็นที่เหมาะสมได้ ธนาคารต้องไม่ทำธุรกรรมเงินสดในครั้งนั้น
ซึ่งหากธนาคารไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นได้ จะไม่สามารถดำเนินธุรกรรมเงินสดตามปกติ หากมีเหตุผลเหมาะสม ธนาคารอาจให้เปลี่ยนช่องทางจำกัดวงเงิน หรือให้ผู้บริหารระดับสูงอนุมัติ แต่หากไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ ต้องไม่ทำธุรกรรมดังกล่าว
โดยธนาคารยังต้องติดตาม เฝ้าระวังและตรวจสอบพฤติกรรมธุรกรรมเงินสดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดเก็บข้อมูลการแสดงตัวตน แหล่งที่มาของเงิน วัตถุประสงค์และรายละเอียดธุรกรรมตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
เหล่านี้คือภาพรวมที่ถือเป็นการขยับของธปท.ในการเข้ามากำกับ "วงจรเงินสด" ตั้งแต่เงินเข้าสู่ธนาคาร การแลกเงิน การนำเงินสดไปออกเช็คหรือดราฟต์ จนถึงการถอนออกไปใช้
เป้าหมายคือป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายแปรสภาพ ปกปิด หรือซุกซ่อนเงินและทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด
โดยร่างหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็น 5 ส.ค.-3 ก.ย. 2569 และกำหนดให้มีผลตั้งแต่ 15 ต.ค. 2569 ขณะที่หลักเกณฑ์บางส่วนจะเริ่มมีผล 15 เม.ย. 2570
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ