สมาคมอสังหาฯ ผนึก กทม. ดันโมเดล 'เช่า-ออม' เปิดทางคนเมืองมีบ้าน
วันที่ : 10 กันยายน 2569
สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ร่วม กทม. ปล่อยข้อมูลที่อยู่อาศัย หวังช่วยประชาชนหาบ้านง่ายขึ้น - หนุนผู้ประกอบการเจาะตลาดตรงจุด
บุษกร ภู่แส
กรุงเทพธุรกิจ
การมีบ้านสำหรับคนเมือง ไม่ได้วัดกันเพียงราคาต่อตารางเมตร แต่ยังหมายถึงต้นทุนของเวลา ค่าเดินทาง และคุณภาพชีวิตที่ต้องแลกในแต่ละวัน โดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญราคาที่อยู่อาศัยสวนทางกับกำลังซื้อ โจทย์ดังกล่าวทำให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าต่อยอดโครงการ BKK Housing Matching Platform จากเดิมมุ่งให้บริการข้าราชการและบุคลากร กทม. สู่ประชาชนทั่วไป ภายใต้แนวคิด "บ้านใกล้งาน"เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนกรุงค้นหาที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องทั้งทำเล งบประมาณ และความสามารถในการซื้อ
จิตรกร พยัฆโส ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนเมือง โดยเฉพาะการช่วยให้คนทำงานเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและอยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ซึ่งนอกจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในระยะยาวBKK Housing Matching Plat-
BKK Housing Matching Platform ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัย แต่กำลังพัฒนาไปสู่กลไกที่เชื่อม "ความต้องการของคน" เข้ากับ "สินค้าที่อยู่อาศัย" โดยตรง ข้อมูล ณ วันที่ 2 ก.ย. 2569 พบว่า แพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานแล้ว 3,912 ราย มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 50 บริษัท ครอบคลุมที่อยู่อาศัย 289 โครงการ ที่สำคัญเกิดธุรกรรมจริง! จากการจับคู่ โดยมีรายการจองผ่านแพลตฟอร์มรวม 60 ยูนิต เป็นยอดจอง 56 ยูนิต และโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 4 ยูนิต สะท้อนว่าแพลตฟอร์มกำลังขยับจาก Matching ไปสู่การสร้างโอกาสซื้อขายที่อยู่อาศัยจริง!
พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ กทม. เป็นการนำศักยภาพของภาครัฐและเอกชนมาเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงกับความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อ "ซื้อบ้าน" ไม่ใช่คำตอบเดียว โจทย์จึงอยู่ที่การสร้างทางเลือก จากการดำเนินงานพบว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องการมีบ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะพร้อมซื้อได้ทันที
"ภาระเงินดาวน์ ความสามารถในการกู้ รายได้ และค่าครองชีพ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความต้องการมีบ้าน กับ ความสามารถในการเป็นเจ้าของบ้าน ยังมีช่องว่างระหว่างกัน"
โมเดล "เช่า-ออม" จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นอีกทางเลือก โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมซื้อเริ่มต้นจากการเช่าที่อยู่อาศัย พร้อมวางแผนและสะสมความพร้อมทางการเงิน เพื่อขยับไปสู่การเป็นเจ้าของในอนาคต แนวคิดนี้จึงไม่ได้มองเพียงว่า คนจะซื้อบ้านหรือไม่ แต่เปลี่ยนคำถามเป็น จะทำอย่างไรให้คนที่ยังซื้อไม่ได้ในวันนี้ มีโอกาสซื้อได้ในวันข้างหน้า
Expo ครั้งแรก สู่เวทีขยายผลครั้งที่ 2
สัญญาณตอบรับจาก BKK Housing Expo ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 8-9 พ.ค.2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น เป็นแรงส่งสำคัญ! จากประชาชนเข้าร่วม 2,152 ราย 18 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร 2 แห่ง และ 3 หน่วยงานภาคี
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าโจทย์ "ที่อยู่อาศัย" แก้ได้ด้วยการประสานกำลังทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน เพื่อทำให้ประชาชนเห็นทั้ง "บ้านที่เหมาะสม" และ "ความเป็นไปได้ในการซื้อ" ก้าวต่อไปจึงเป็นการขยายแพลตฟอร์มจากกลุ่มบุคลากร กทม. ไปสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่ พร้อมนำแนวคิด "บ้านใกล้งาน" มาขยายผลให้เข้าถึงคนเมืองในวงกว้าง
เปิดเกม "เช่า-ออม" สู่ประชาชน
สำหรับ BKK Housing Expo ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค. 2569 ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโครงการที่อยู่อาศัย พร้อมรับข้อมูลสินเชื่อ การวางแผนทางการเงิน และทางเลือก "เช่า-ออม" หัวใจสำคัญของงานไม่ใช่เพียงการนำโครงการมาให้เลือก แต่เป็นการพยายามสร้าง"ระบบนิเวศการมีบ้าน" ตั้งแต่การค้นหาที่อยู่อาศัย การประเมินกำลังซื้อ ไปจนถึงการวางแผนเพื่อให้พร้อมเป็นเจ้าของในอนาคต BKK Housing Matching Platform กำลังถูกวางบทบาทให้มากกว่าตลาดรวมโครงการ แต่เป็นตัวกลางที่พยายามลดช่องว่างระหว่าง"บ้านที่มีอยู่" กับ "คนที่ต้องการบ้าน"
โจทย์ไม่ใช่แค่ "มีบ้าน" แต่ต้อง "อยู่ได้"
ท่ามกลางต้นทุนชีวิตของคนกรุงที่เพิ่มขึ้น การผลักดัน "บ้านใกล้งาน" จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการเพิ่มจำนวนโครงการที่อยู่อาศัย เพราะทำเลที่เหมาะสมสามารถลดต้นทุนการเดินทาง ขณะที่รูปแบบการเงินที่ยืดหยุ่นสามารถลดกำแพงการเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัย
การขยาย BKK Housing Matching Platform และโมเดล "เช่า-ออม" จึงเป็นความพยายามเปลี่ยนโจทย์จากการผลักดันให้คน "ซื้อบ้าน" ไปสู่การสร้างเส้นทางให้คนแต่ละกลุ่มสามารถเลือกวิธีเข้าสู่การมีที่อยู่อาศัยได้ตามกำลังและความพร้อม
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของนโยบายนี้อาจไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้ใช้งานหรือยอดจอง แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า "บ้านใกล้งาน" เป็นบ้านที่คนเมืองเข้าถึงได้จริง อยู่ได้จริง และมีโอกาสเป็นเจ้าของได้จริง
กรุงเทพธุรกิจ
การมีบ้านสำหรับคนเมือง ไม่ได้วัดกันเพียงราคาต่อตารางเมตร แต่ยังหมายถึงต้นทุนของเวลา ค่าเดินทาง และคุณภาพชีวิตที่ต้องแลกในแต่ละวัน โดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญราคาที่อยู่อาศัยสวนทางกับกำลังซื้อ โจทย์ดังกล่าวทำให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าต่อยอดโครงการ BKK Housing Matching Platform จากเดิมมุ่งให้บริการข้าราชการและบุคลากร กทม. สู่ประชาชนทั่วไป ภายใต้แนวคิด "บ้านใกล้งาน"เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนกรุงค้นหาที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องทั้งทำเล งบประมาณ และความสามารถในการซื้อ
จิตรกร พยัฆโส ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนเมือง โดยเฉพาะการช่วยให้คนทำงานเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและอยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ซึ่งนอกจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในระยะยาวBKK Housing Matching Plat-
BKK Housing Matching Platform ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัย แต่กำลังพัฒนาไปสู่กลไกที่เชื่อม "ความต้องการของคน" เข้ากับ "สินค้าที่อยู่อาศัย" โดยตรง ข้อมูล ณ วันที่ 2 ก.ย. 2569 พบว่า แพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานแล้ว 3,912 ราย มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 50 บริษัท ครอบคลุมที่อยู่อาศัย 289 โครงการ ที่สำคัญเกิดธุรกรรมจริง! จากการจับคู่ โดยมีรายการจองผ่านแพลตฟอร์มรวม 60 ยูนิต เป็นยอดจอง 56 ยูนิต และโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 4 ยูนิต สะท้อนว่าแพลตฟอร์มกำลังขยับจาก Matching ไปสู่การสร้างโอกาสซื้อขายที่อยู่อาศัยจริง!
พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ กทม. เป็นการนำศักยภาพของภาครัฐและเอกชนมาเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงกับความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อ "ซื้อบ้าน" ไม่ใช่คำตอบเดียว โจทย์จึงอยู่ที่การสร้างทางเลือก จากการดำเนินงานพบว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องการมีบ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะพร้อมซื้อได้ทันที
"ภาระเงินดาวน์ ความสามารถในการกู้ รายได้ และค่าครองชีพ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความต้องการมีบ้าน กับ ความสามารถในการเป็นเจ้าของบ้าน ยังมีช่องว่างระหว่างกัน"
โมเดล "เช่า-ออม" จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นอีกทางเลือก โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมซื้อเริ่มต้นจากการเช่าที่อยู่อาศัย พร้อมวางแผนและสะสมความพร้อมทางการเงิน เพื่อขยับไปสู่การเป็นเจ้าของในอนาคต แนวคิดนี้จึงไม่ได้มองเพียงว่า คนจะซื้อบ้านหรือไม่ แต่เปลี่ยนคำถามเป็น จะทำอย่างไรให้คนที่ยังซื้อไม่ได้ในวันนี้ มีโอกาสซื้อได้ในวันข้างหน้า
Expo ครั้งแรก สู่เวทีขยายผลครั้งที่ 2
สัญญาณตอบรับจาก BKK Housing Expo ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 8-9 พ.ค.2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น เป็นแรงส่งสำคัญ! จากประชาชนเข้าร่วม 2,152 ราย 18 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร 2 แห่ง และ 3 หน่วยงานภาคี
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าโจทย์ "ที่อยู่อาศัย" แก้ได้ด้วยการประสานกำลังทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน เพื่อทำให้ประชาชนเห็นทั้ง "บ้านที่เหมาะสม" และ "ความเป็นไปได้ในการซื้อ" ก้าวต่อไปจึงเป็นการขยายแพลตฟอร์มจากกลุ่มบุคลากร กทม. ไปสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่ พร้อมนำแนวคิด "บ้านใกล้งาน" มาขยายผลให้เข้าถึงคนเมืองในวงกว้าง
เปิดเกม "เช่า-ออม" สู่ประชาชน
สำหรับ BKK Housing Expo ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค. 2569 ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโครงการที่อยู่อาศัย พร้อมรับข้อมูลสินเชื่อ การวางแผนทางการเงิน และทางเลือก "เช่า-ออม" หัวใจสำคัญของงานไม่ใช่เพียงการนำโครงการมาให้เลือก แต่เป็นการพยายามสร้าง"ระบบนิเวศการมีบ้าน" ตั้งแต่การค้นหาที่อยู่อาศัย การประเมินกำลังซื้อ ไปจนถึงการวางแผนเพื่อให้พร้อมเป็นเจ้าของในอนาคต BKK Housing Matching Platform กำลังถูกวางบทบาทให้มากกว่าตลาดรวมโครงการ แต่เป็นตัวกลางที่พยายามลดช่องว่างระหว่าง"บ้านที่มีอยู่" กับ "คนที่ต้องการบ้าน"
โจทย์ไม่ใช่แค่ "มีบ้าน" แต่ต้อง "อยู่ได้"
ท่ามกลางต้นทุนชีวิตของคนกรุงที่เพิ่มขึ้น การผลักดัน "บ้านใกล้งาน" จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการเพิ่มจำนวนโครงการที่อยู่อาศัย เพราะทำเลที่เหมาะสมสามารถลดต้นทุนการเดินทาง ขณะที่รูปแบบการเงินที่ยืดหยุ่นสามารถลดกำแพงการเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัย
การขยาย BKK Housing Matching Platform และโมเดล "เช่า-ออม" จึงเป็นความพยายามเปลี่ยนโจทย์จากการผลักดันให้คน "ซื้อบ้าน" ไปสู่การสร้างเส้นทางให้คนแต่ละกลุ่มสามารถเลือกวิธีเข้าสู่การมีที่อยู่อาศัยได้ตามกำลังและความพร้อม
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของนโยบายนี้อาจไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้ใช้งานหรือยอดจอง แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า "บ้านใกล้งาน" เป็นบ้านที่คนเมืองเข้าถึงได้จริง อยู่ได้จริง และมีโอกาสเป็นเจ้าของได้จริง
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ