บ้านหรูเกิน20ล้านทรุดหนัก
วันที่ : 20 กุมภาพันธ์ 2569
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจนในกลุ่มบ้านระดับบน ขณะที่ตลาดบ้านระดับเริ่มต้นยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยการหดตัวของกลุ่มบ้านราคาเกิน 5 ล้านบาท ไม่ได้เกิดจากปัญหารายได้เป็นหลัก แต่สะท้อนภาวะทางจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ทั้งนี้ ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ยังมีสภาพคล่องและความพร้อมทางการเงิน แต่เลือกชะลอการตัดสินใจและถือเงินสด เพื่อรอประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ ก่อนลงทุนในทรัพย์สินระยะยาวอย่างการสร้างบ้าน
เอกชนดันลดภาษีสร้างบ้าน
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า เตรียมเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ เร่งดันมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น และกระตุ้นกำลังซื้อ โดยขอย้าว่าสิ่งที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือ ความชัดเจนและความมีเสถียรภาพของนโยบายรัฐบาล เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นในการตัดสินใจใช้เงินของผู้บริโภคระดับกลางและระดับบนโดยสมาคมฯ ขอเสนอแนะใน 3 ประเด็นหลักคือ การบริหารจัดการเสถียรภาพ รัฐบาลควรเร่งจัดทำนโยบายที่สร้างความมั่นใจสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และไม่มีความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน
นอกจากนี้ยังมีนโยบายภาษีและมาตรการกระตุ้น ที่จะเสนอให้ครม.ชุดใหม่พิจารณาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินตนเอง ส่วนการฟื้นกำลังซื้อ จะขอให้สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้วยดอกเบี้ยพิเศษเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและกล้าตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว
อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ตลาดธุรกิจสร้างบ้านเอง ผู้รับเหมาทั่วไปบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกและนอกสมาชิกสมาคม พบว่าภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านในปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่สร้างบ้านกับสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเน้นมาตรฐานการก่อสร้างพบว่าในปี 67 ตลาดรวมของสมาชิกมีมูลค่า 12,000 ล้านบาท
ขณะที่ปี 68 มูลค่าเหลือเพียง 9,885 ล้านบาท ลดลง 17.8% โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงรุนแรงสุด 35% มูลค่าลดลงเหลือ 1,792 ล้านบาท จากที่ปี 67 มีมูลค่า 2,757 ล้านบาท ส่วนบ้านราคา 5-20 ล้านบาท ลดลง 30% มีมูลค่า 5,772 ล้านบาท ในปี 68 ขณะที่ปี 67 อยู่ที่ 4,039 ล้านบาท ส่วนบ้านที่ตำกว่า 5 ล้านบาท ในปี 68 ยังเติบโต 16% คิดเป็นมูลค่า 4,027 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง กล้าตัดสินใจสร้างบ้าน ส่งผลให้ตลาดเซกเมนต์นี้เป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านในภาพรวม
"ภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศพบสัญญาณการชะลอตัวอย่างรุนแรงในกลุ่มบ้านระดับบนที่มีมูลค่าสูงขณะที่กลุ่มบ้านระดับเริ่มต้นยังคงขยายตัวได้ดี โดยสาเหตุหลักที่กลุ่มบ้านระดับราคาเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไปหดตัวอย่างหนักไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากภาวะทางจิตวิทยาและการขาดความเชื่อมั่น โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีเงินสดและมีความพร้อม แต่เลือกกอดเงินสดเอาไว้ เพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจรวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ก่อนตัดสินใจลงทุนสร้างบ้าน ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินระยะยาว
สำหรับการดำเนินงานของสมาคมในไตรมาสแรก ปี 69 นี้ได้จัดตั้ง คณะอนุกรรมการชั่วคราวภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้เป็นผลสำเร็จซึ่งจะยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ นำองค์ความรู้และมาตรฐานการรับสร้างบ้านของสมาคมฯไปสู่บริษัทรับสร้างบ้านในท้องถิ่น ทำให้ผู้บริโภคได้บ้านที่ได้คุณภาพ ป้องกันปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ สร้างพันธมิตรระหว่างผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สถาบันการเงิน และบริษัทรับสร้างบ้านในภูมิภาค นำไปสู่การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงาน
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า เตรียมเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ เร่งดันมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น และกระตุ้นกำลังซื้อ โดยขอย้าว่าสิ่งที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือ ความชัดเจนและความมีเสถียรภาพของนโยบายรัฐบาล เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นในการตัดสินใจใช้เงินของผู้บริโภคระดับกลางและระดับบนโดยสมาคมฯ ขอเสนอแนะใน 3 ประเด็นหลักคือ การบริหารจัดการเสถียรภาพ รัฐบาลควรเร่งจัดทำนโยบายที่สร้างความมั่นใจสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และไม่มีความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน
นอกจากนี้ยังมีนโยบายภาษีและมาตรการกระตุ้น ที่จะเสนอให้ครม.ชุดใหม่พิจารณาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินตนเอง ส่วนการฟื้นกำลังซื้อ จะขอให้สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้วยดอกเบี้ยพิเศษเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและกล้าตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว
อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ตลาดธุรกิจสร้างบ้านเอง ผู้รับเหมาทั่วไปบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกและนอกสมาชิกสมาคม พบว่าภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านในปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่สร้างบ้านกับสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเน้นมาตรฐานการก่อสร้างพบว่าในปี 67 ตลาดรวมของสมาชิกมีมูลค่า 12,000 ล้านบาท
ขณะที่ปี 68 มูลค่าเหลือเพียง 9,885 ล้านบาท ลดลง 17.8% โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงรุนแรงสุด 35% มูลค่าลดลงเหลือ 1,792 ล้านบาท จากที่ปี 67 มีมูลค่า 2,757 ล้านบาท ส่วนบ้านราคา 5-20 ล้านบาท ลดลง 30% มีมูลค่า 5,772 ล้านบาท ในปี 68 ขณะที่ปี 67 อยู่ที่ 4,039 ล้านบาท ส่วนบ้านที่ตำกว่า 5 ล้านบาท ในปี 68 ยังเติบโต 16% คิดเป็นมูลค่า 4,027 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง กล้าตัดสินใจสร้างบ้าน ส่งผลให้ตลาดเซกเมนต์นี้เป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านในภาพรวม
"ภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศพบสัญญาณการชะลอตัวอย่างรุนแรงในกลุ่มบ้านระดับบนที่มีมูลค่าสูงขณะที่กลุ่มบ้านระดับเริ่มต้นยังคงขยายตัวได้ดี โดยสาเหตุหลักที่กลุ่มบ้านระดับราคาเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไปหดตัวอย่างหนักไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากภาวะทางจิตวิทยาและการขาดความเชื่อมั่น โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีเงินสดและมีความพร้อม แต่เลือกกอดเงินสดเอาไว้ เพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจรวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ก่อนตัดสินใจลงทุนสร้างบ้าน ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินระยะยาว
สำหรับการดำเนินงานของสมาคมในไตรมาสแรก ปี 69 นี้ได้จัดตั้ง คณะอนุกรรมการชั่วคราวภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้เป็นผลสำเร็จซึ่งจะยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ นำองค์ความรู้และมาตรฐานการรับสร้างบ้านของสมาคมฯไปสู่บริษัทรับสร้างบ้านในท้องถิ่น ทำให้ผู้บริโภคได้บ้านที่ได้คุณภาพ ป้องกันปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ สร้างพันธมิตรระหว่างผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สถาบันการเงิน และบริษัทรับสร้างบ้านในภูมิภาค นำไปสู่การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงาน
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ
