ชี้อสังหาฯปีม้าเหนื่อยหนัก
วันที่ : 9 มีนาคม 2569
สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายสูง จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า กำลังซื้ออ่อนแรง และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในระยะสั้นยังทำได้ไม่ง่าย
หนี้พุ่งศก.ชะลอสินเชื่อเข้ม
นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 69 นี้ว่า จะเป็นปีที่แย่และท้าทายกว่าปี 68 ที่ผ่านมา แม้จะไม่เกิดสงครามสหรัฐอิสราเอลกับอิหร่านขึ้น เนื่องจากตลาดชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง บวกกับเศรษฐกิจไทยกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว ธนาคารยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่เปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟื้นตัวเร็ว
ล่าสุดเกิดปัญหาสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนทั้งค่าขนส่ง วัสดุก่อสร้าง และลูกค้ากังวลจนเกิดการชะลอซื้อจึงอยากแนะนำผู้ประกอบการอย่าวิตกกังวลมากเกินไป แต่ต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์ดังกล่าวให้ได้ อย่าสร้างปัญหาให้ตนเอง อย่าถล่มเปิดโครงการใหม่จนเกิดโอเวอร์ซัพพลายหรือสร้างหนี้เสียกับธนาคาร
"ส่วนอานิสงส์จากสงครามที่อาจทำให้ต่างชาติหันมาซื้ออสังหาฯ ที่อยู่อาศัยในไทยนั้นมองว่า ยังไม่ใช่โอกาสเพราะการตัดสินใจย้ายถิ่นฐานนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจกันง่าย ๆ และที่สำคัญสงครามทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดปัญหาจึงกระทบกำลังซื้อทั้งหมด"
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าสถานการณ์อสังหาฯในปีนี้เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อนหน้า โดยมี 3 ประเด็นหลักที่ต้องจับตา ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว ตัวเลขจีดีพีของประเทศที่โตน้อยลงประกอบกับความผันผวนที่ไม่แน่นอน ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะ ในกลุ่มโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมส่งผลให้เกิดการแข่งขันรุนแรง และสงครามราคาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นเรื่องสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศมองว่าผล กระทบขึ้นอยู่กับพื้นที่และเวลาหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายวงกว้างจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง แต่หากไม่ขยายวงผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้น อาทิ ด้านการท่องเที่ยวที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นซึ่งกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล ในขณะที่กลุ่มระยะใกล้ ยังมีแนวโน้มที่ดี ขณะที่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องความเป็นกลางและทรัพยากรที่สมบูรณ์ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติสนใจ ซึ่งภาวะสงครามอาจเป็นผลบวกในแง่ที่ดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมายังประเทศที่ปลอดภัยกว่า
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการหลายรายปรับตัวมากขึ้นเพื่อให้มีจังหวะและรูปแบบการลงทุนที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสภาพตลาดที่อยู่อาศัย โดยส่วนใหญ่ยังเปิดขายโครงการใหม่ต่อเนื่อง แต่จำนวนโครงการไม่เทียบเท่ากับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวดี เห็นได้จากการเปิดขายโครงการใหม่ โดย เอพี (ไทยแลนด์) เปิดมากที่สุดถึง 42 โครงการ มูลค่ารวม 55,000 ล้านบาท ขณะที่แสนสิริเปิดโครงการใหม่ 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท และศุภาลัย เปิดโครงการใหม่ 28 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท โดยที่ 3 บริษัทอสังหาฯรายใหญ่นี้มีมูลค่าลงทุนใหม่ในปี 69 รวมกันมากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งหากรวมทุกรายในกลุ่มอุตสาหกรรม ปีนี้ก็อาจจะมีการพัฒนาโครงการใหม่มากถึงประมาณ 2-3 แสนล้านบาท
นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 69 นี้ว่า จะเป็นปีที่แย่และท้าทายกว่าปี 68 ที่ผ่านมา แม้จะไม่เกิดสงครามสหรัฐอิสราเอลกับอิหร่านขึ้น เนื่องจากตลาดชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง บวกกับเศรษฐกิจไทยกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว ธนาคารยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่เปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟื้นตัวเร็ว
ล่าสุดเกิดปัญหาสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนทั้งค่าขนส่ง วัสดุก่อสร้าง และลูกค้ากังวลจนเกิดการชะลอซื้อจึงอยากแนะนำผู้ประกอบการอย่าวิตกกังวลมากเกินไป แต่ต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์ดังกล่าวให้ได้ อย่าสร้างปัญหาให้ตนเอง อย่าถล่มเปิดโครงการใหม่จนเกิดโอเวอร์ซัพพลายหรือสร้างหนี้เสียกับธนาคาร
"ส่วนอานิสงส์จากสงครามที่อาจทำให้ต่างชาติหันมาซื้ออสังหาฯ ที่อยู่อาศัยในไทยนั้นมองว่า ยังไม่ใช่โอกาสเพราะการตัดสินใจย้ายถิ่นฐานนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจกันง่าย ๆ และที่สำคัญสงครามทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดปัญหาจึงกระทบกำลังซื้อทั้งหมด"
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าสถานการณ์อสังหาฯในปีนี้เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อนหน้า โดยมี 3 ประเด็นหลักที่ต้องจับตา ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว ตัวเลขจีดีพีของประเทศที่โตน้อยลงประกอบกับความผันผวนที่ไม่แน่นอน ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะ ในกลุ่มโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมส่งผลให้เกิดการแข่งขันรุนแรง และสงครามราคาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นเรื่องสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศมองว่าผล กระทบขึ้นอยู่กับพื้นที่และเวลาหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายวงกว้างจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง แต่หากไม่ขยายวงผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้น อาทิ ด้านการท่องเที่ยวที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นซึ่งกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล ในขณะที่กลุ่มระยะใกล้ ยังมีแนวโน้มที่ดี ขณะที่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องความเป็นกลางและทรัพยากรที่สมบูรณ์ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติสนใจ ซึ่งภาวะสงครามอาจเป็นผลบวกในแง่ที่ดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมายังประเทศที่ปลอดภัยกว่า
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการหลายรายปรับตัวมากขึ้นเพื่อให้มีจังหวะและรูปแบบการลงทุนที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสภาพตลาดที่อยู่อาศัย โดยส่วนใหญ่ยังเปิดขายโครงการใหม่ต่อเนื่อง แต่จำนวนโครงการไม่เทียบเท่ากับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวดี เห็นได้จากการเปิดขายโครงการใหม่ โดย เอพี (ไทยแลนด์) เปิดมากที่สุดถึง 42 โครงการ มูลค่ารวม 55,000 ล้านบาท ขณะที่แสนสิริเปิดโครงการใหม่ 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท และศุภาลัย เปิดโครงการใหม่ 28 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท โดยที่ 3 บริษัทอสังหาฯรายใหญ่นี้มีมูลค่าลงทุนใหม่ในปี 69 รวมกันมากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งหากรวมทุกรายในกลุ่มอุตสาหกรรม ปีนี้ก็อาจจะมีการพัฒนาโครงการใหม่มากถึงประมาณ 2-3 แสนล้านบาท
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ