ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองโต REIC ชี้ราคาไม่เกิน 1 ล.ยอดโอนสูงสุด
วันที่ : 10 กันยายน 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผย ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวทั้งอุปทานและอุปสงค์ โดยอุปทานประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 6.1% ขณะที่มูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 24.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า มีทิศทางขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ โดยอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้นถึง 24.9%
โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ราคาระดับกลางถึงบน ซึ่งส่งผลให้มูลค่าตลาดขยายตัวเร็วกว่าจำนวนหน่วยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท ที่มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 32.4% และมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 39.6% ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มีการประกาศขายสะสมลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามภูมิภาคพบว่า กรุงเทพฯและปริมณฑล ยังเป็นตลาดหลัก โดยครองสัดส่วนอุปทานที่ประกาศขายสะสมสูงสุด ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะเดียวกัน ก็เป็นพื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงที่สุด มีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นถึง 35.0% และ 29.4% ตามลำดับ สะท้อนการเป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยมือสองของประเทศ ส่วนภาคตะวันออก เป็นตลาดสำคัญรองลงมา ขณะที่ภาคกลาง มีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงถึง 32.4% แม้มีสัดส่วนตลาดไม่มาก
ด้านประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า บ้านเดี่ยวยังคง เป็นตลาดหลักที่มีสัดส่วนสูงสุด ทั้งด้านอุปทานที่ประกาศขายสะสมและการโอนกรรมสิทธิ์ แต่อาคารชุดเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 25.2% และหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 39.4% ในขณะที่ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านแฝดมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้านระดับราคา พบว่า อุปสงค์มีความแข็งแรง ในกลุ่มราคา 1.51-5.00 ล้านบาท โดยเฉพาะระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท ซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ยังเป็นฐานสำคัญด้านจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ คิดเป็น 34.8% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด
ส่วนกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท แม้จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 1.3% แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้น 10.9%
ทั้งนี้ เมื่อการวิเคราะห์เจาะลึก 10 จังหวัดแรกที่มีการประกาศขายสะสมที่อยู่อาศัยมือสองสูงสุด พบว่า กรุงเทพฯมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมมากที่สุด 55,412 หน่วย เพิ่มขึ้น 29.4% คิดเป็น 28.3% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 521,431 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.8% คิดเป็น 55.4% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วน ในด้านมูลค่าสูงที่สุดในตลาด และยังมีราคาประกาศขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุด อยู่ที่ 9.4 ล้านบาท ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 8.0 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนจังหวัดที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ นครราชสีมา โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 4,464 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 59.7% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 13,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.1% รองลงมาคือ ระยอง มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 6,206 หน่วย เพิ่มขึ้น 40.0% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 12,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.1% โดยจังหวัดที่เริ่มมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ สุราษฎร์ธานี มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 3,410 หน่วย ลดลง 16.6% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 9,284 ล้านบาท ลดลง24.9% รองลงมาคือ เชียงใหม่ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,091 หน่วย ลดลง 11.3% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 24,187 ล้านบาท ลดลง 25.1%
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามประเภท ที่อยู่อาศัย พบว่า บ้านเดี่ยว มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 83,269 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.8% คิดเป็น 42.5% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 487,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% คิดเป็น 51.8% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
อาคารชุด มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 49,199 หน่วย เพิ่มขึ้น 25.2% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 285,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.8% ทาวน์เฮ้าส์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 54,757 หน่วย ลดลง 0.8% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 128,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% อาคารพาณิชย์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,760 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.3% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 31,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% บ้านแฝด มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 2,956 หน่วย ลดลง 2.5% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 8,883 ล้านบาท ลดลง 3.9%
โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ราคาระดับกลางถึงบน ซึ่งส่งผลให้มูลค่าตลาดขยายตัวเร็วกว่าจำนวนหน่วยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท ที่มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 32.4% และมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 39.6% ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มีการประกาศขายสะสมลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามภูมิภาคพบว่า กรุงเทพฯและปริมณฑล ยังเป็นตลาดหลัก โดยครองสัดส่วนอุปทานที่ประกาศขายสะสมสูงสุด ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะเดียวกัน ก็เป็นพื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงที่สุด มีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นถึง 35.0% และ 29.4% ตามลำดับ สะท้อนการเป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยมือสองของประเทศ ส่วนภาคตะวันออก เป็นตลาดสำคัญรองลงมา ขณะที่ภาคกลาง มีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงถึง 32.4% แม้มีสัดส่วนตลาดไม่มาก
ด้านประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า บ้านเดี่ยวยังคง เป็นตลาดหลักที่มีสัดส่วนสูงสุด ทั้งด้านอุปทานที่ประกาศขายสะสมและการโอนกรรมสิทธิ์ แต่อาคารชุดเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 25.2% และหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 39.4% ในขณะที่ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านแฝดมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้านระดับราคา พบว่า อุปสงค์มีความแข็งแรง ในกลุ่มราคา 1.51-5.00 ล้านบาท โดยเฉพาะระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท ซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ยังเป็นฐานสำคัญด้านจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ คิดเป็น 34.8% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด
ส่วนกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท แม้จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 1.3% แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้น 10.9%
ทั้งนี้ เมื่อการวิเคราะห์เจาะลึก 10 จังหวัดแรกที่มีการประกาศขายสะสมที่อยู่อาศัยมือสองสูงสุด พบว่า กรุงเทพฯมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมมากที่สุด 55,412 หน่วย เพิ่มขึ้น 29.4% คิดเป็น 28.3% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 521,431 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.8% คิดเป็น 55.4% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วน ในด้านมูลค่าสูงที่สุดในตลาด และยังมีราคาประกาศขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุด อยู่ที่ 9.4 ล้านบาท ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 8.0 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนจังหวัดที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ นครราชสีมา โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 4,464 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 59.7% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 13,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.1% รองลงมาคือ ระยอง มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 6,206 หน่วย เพิ่มขึ้น 40.0% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 12,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.1% โดยจังหวัดที่เริ่มมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ สุราษฎร์ธานี มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 3,410 หน่วย ลดลง 16.6% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 9,284 ล้านบาท ลดลง24.9% รองลงมาคือ เชียงใหม่ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,091 หน่วย ลดลง 11.3% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 24,187 ล้านบาท ลดลง 25.1%
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามประเภท ที่อยู่อาศัย พบว่า บ้านเดี่ยว มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 83,269 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.8% คิดเป็น 42.5% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 487,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% คิดเป็น 51.8% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
อาคารชุด มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 49,199 หน่วย เพิ่มขึ้น 25.2% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 285,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.8% ทาวน์เฮ้าส์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 54,757 หน่วย ลดลง 0.8% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 128,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% อาคารพาณิชย์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,760 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.3% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 31,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% บ้านแฝด มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 2,956 หน่วย ลดลง 2.5% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 8,883 ล้านบาท ลดลง 3.9%
ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ